อะไรไม่จำเป็นก็ทิ้งไป รีวิว

EP. 41

อะไรไม่จำเป็นก็ทิ้งไป! [อ่านมาเล่า]


ผู้เล่า : Momokung (Kusuma Suksri)
ชื่อหนังสือ : อะไรไม่จำเป็นก็ทิ้งไป  ぼくたちに、もうモノは必要ない。
สำนักพิมพ์ : Step


วันนี้เป็นวันแรกของการตัดสินใจ ว่า …
“อะไรไม่จำเป็นก็ทิ้งไป”

 

อะไรไม่จำเป็นก็ทิ้งไป

 

หลังจากได้อ่านหนังสือชื่อเดียวกันนี้ ของของคุณ ซะซะกิ ฟุมิโอะ  …

 

ประเด็นก็คือเราอยากมีพื้นที่มากขึ้นในห้องขนาดเท่าเดิม เรียนรู้ที่จะมีชีวิตที่เรียบง่าย อยู่กับของที่จำเป็นต้องมี ก็ดันไปซื้อหนังสือของพวกมินิมอลลิสต์ (minimalist) มาอ่าน แล้วก็ดันชอบซะได้ มันก็เลยต้องมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น ในหนังสือ “อะไรไม่จำเป็นก็ทิ้งไป”  สิ่งที่คุณ ซะซะกิ พูดนั้นมีหลายอย่างที่เรายอมรับว่าเป็นความจริงที่เกิดขึ้นกับเราเอง ในเรื่อง “พื้นที่ในการใช้ชีวิต”

ถ้าคุณเป็นคนชอบการจัดระเบียบชีวิต หรือกำลังรู้สึกว่าชีวิตของคุณยุ่งเหยิงเกินไปและกำลังอยากจะลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลงอะไรสักอย่าง อยากแนะนำให้คุณลองอ่านเรื่องราวนี้แล้วค่อยตัดสินใจว่าหนังสือเล่มนี้ควรค่าแก่การหยิบมาอ่านไหม? และมากกว่านั้นเราได้เรียนรู้บางอย่างจากพระเจ้าผ่านการ “ทิ้ง” และ “เก็บ” อะไรบางอย่าง

 

______________________________

 

 

 

แม้มันอดภูมิใจไม่ได้เวลาเห็นของพวกนี้ งานบางงานเป็นงานสร้างชื่อและเป็นงานที่ทำให้เราเองมีผลงานใน Portfolio ในใจก็คิดว่าเก็บเอาไว้เป็นหลักฐานก็ดี คนอื่นจะได้รู้ว่าเคยทำอะไรมาบ้าง หรือบางอันก็เป็นกระดาษที่มีความหมายกับเรามาก อย่างเช่น กระดาษแผ่นเล็กๆ ซึ่ง Host ที่เราไปอาศัยอยู่ด้วยเขียนให้ตอนไป work and travel ที่อเมริกา และเพราะคงไม่ได้มีโอกาสเจอกันอีกแล้ว เก็บเอาไว้ก็คงจะดี

ใจจริงอยากจะเก็บมันไว้หลือเกิน แต่ก็นั่นแหละยังไงก็ต้องทิ้ง เพราะของเหล่านี้รังแต่จะมาเพิ่มพื้นที่ในการมีชีวิตของเราที่แสนจะมีความจำกัด

 

ห้องรกๆ

ภาพจาก fandation.co

 

ลองคิดๆ ดู คอนโดห้องเล็กๆ ขนาด 26 ตารางเมตร ที่อาศัยอยู่ 2 คน ของเกินครึ่งของห้องเป็นของพี่สาวและอีกส่วนเป็นของเรา 1 ห้องนอน 1 ห้องนั่งเล่น 1 ห้องน้ำ ห้องที่เดินเข้ามาก็มีแต่ที่นั่งกับที่นอน ซึ่งในส่วนของห้องนอนก็เป็นของพี่สาวอย่างเต็มตัวเพราะเธอนอนยาก เราก็เลยต้องออกมานอนห้องนั่งเล่นซึ่งพื้นที่มันก็มีแค่นอนได้จริงๆ

เรื่องราวการทิ้งสิ่งของไม่จำเป็นส่วนหนึ่งมาจากที่เราออกมานอนที่ห้องนั่งเล่นนี่แหละ เราได้พบความจริงประการหนึ่งว่า …

 

 

“คนเราใช้พื้นที่เวลานั่งแค่ครึ่งเสื่อ เวลานอนแค่ 1 เสื่อ”

 

ตัวเราเองใช้พื้นที่น้อยมากในการมีชีวิต แต่ห้องเราเต็มไปด้วยข้าวของที่มากินพื้นที่การใช้สอยของเรา และไม่เพียงเท่านั้นสิ่งเหล่านี้ยังกินพื้นที่ในความคิดด้วย หลังจากที่ออกจากงานประจำ เราใช้เวลาอยู่ที่คอนโดห้องเล็กๆนี้บ่อยขึ้น ใช้เวลาอยู่กับตัวเองบ่อยขึ้น อยู่ในห้องสี่เหลี่ยมนานๆ หันไปทางไหนก็เจอแต่ข้าวของเต็มไปหมด เราตระหนักถึงการมีชีวิตที่เรียบง่ายมากขึ้น

 

“ของบางอย่างเป็นของสิ้นเปลือง ไม่เกิดประโยชน์อะไรกับเราเลยแต่เราก็ไม่ยอมทิ้งมันไปเพราะเสียดายความทรงจำที่บรรจุอยู่ในของแต่ละชิ้น”

 

จะว่าไปแล้วถ้าของชิ้นนั้นบรรจุความทรงจำไม่ดีเราก็ทิ้งมันไปได้ง่ายมาก แต่ที่ยังเก็บเอาไว้ก็เพราะมันเป็นความทรงจำที่ดีหน่ะสิ  หนังสือเล่มนี้บอกเราว่าให้ทิ้งมันไปโดยไม่ต้องเสียใจ ไม่ต้องคิดถึงความคุ้มค่า ไม่ต้องรู้สึกกังวล เพราะถึงเราจะทิ้งข้าวของไปหมด ความทรงจำก็ยังอยู่กับเราอยู่ดี สำหรับเรามันจริงนะ เราไม่เคยลืมภาพความทรงจำดีๆที่เกิดขึ้น ภาพชัดเจนเสมอเวลาที่นึกถึง ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน เราไม่อาจลืมภาพความรักครั้งแรกในวัยมัธยมต้น ไม่อาจลืมภาพวันรับปริญญาที่พ่อกับแม่ยิ้มแก้มแทบแตก เราไม่ลืมว่าอะไรสำคัญกับเรามากไปกว่าสิ่งของที่เราได้รับ

 

ความทรงจำดีดี

 

ตอนนี้เราทิ้งข้าวของไปจากห้องหลายอย่างแล้ว รวมทั้งเก็บของที่จำเป็นมารวมเอาไว้ที่เดียวกัน ทิ้งชั้นใส่ของที่มองว่าจริงๆเอาไปใช้ใส่อย่างอื่นก็ได้ แต่สิ่งจำเป็นก็คือสิ่งจำเป็น เราทิ้งมันไปแล้วก็ไม่ได้รู้สึกเสียดายอะไรเลย ถ้ามันจำเป็นจริงๆสุดท้ายมันจะกลับมาเองนั่นแหละ เก็บของจุกจิกที่คิดว่าเหมาะกับคนอื่นรวมเอาไว้เป็นถุงๆ จะเอาไปให้คนที่เหมาะกับมันมากกว่าและน่าจะได้ใช้ของพวกนี้จริงๆ พอเริ่มคิดอยากจะทิ้ง มันกลับมีอีกความรู้สึกที่เรียกว่า “การแบ่งปัน” เกิดขึ้นมาด้วย ดีจัง!! ทั้งที่จริงๆเราก็ไม่ได้มีของมากกมายขนาดนั้น แต่พอคิดว่าของที่เรามีเหมาะกับใคร ใครควรได้ไปมันก็อยากจะให้ไปให้หมดเลย ฮ่าๆ

 

 

การทิ้งข้าวของออกไปจากชีวิตเป็นจุดเริ่มต้นของการใช้ชีวิตอยู่กับปัจจุบัน

 

 

ความสุขผ่านมาและผ่านไป เหมือนทุกๆ อารมณ์ที่เข้ามาในจิตใจของเรา การทิ้งข้าวของไปเป็นเพียงการเริ่มต้นที่จะมีความสุขในทุกขณะกับสิ่งที่เป็นปัจจุบัน ไม่เอาความสุขไปผูกอยู่กับสิ่งของที่เป็นความทรงจำในอดีต เมื่อสิ่งของเริ่มน้อยลงไปเรื่อย มันจะยังคงเหลือแต่สิ่งที่จำเป็นสำหรับชีวิตจริงๆ เราจะเริ่มขอบคุณกับสิ่งเล็กๆ น้อยๆ และจดจำรายละเอียดของเหตุการณ์ได้มากขึ้น…

 

…การทิ้งข้าวของที่ไม่จำเป็น ทำให้เราเห็นว่าจริงๆชีวิตก็เรียบง่ายนะ ไม่เห็นต้องมีอะไรเยอะแยะ ไม่ต้องเปรียบเทียบกันด้วยข้าวของ ทำให้มองลึกลงไปถึง “คุณค่าของการมีชีวิต” ในตัวของทุกคนมีคุณค่าแต่ถูกปิดซ่อนเอาไว้ด้วยภาพลักษณ์รวมไปถึงสิ่งของที่บ่งบอกความเป็นตัวเอง  เรายอมให้คนอื่นตัดสินเราด้วยการแต่งตัว ด้วยนาฬิกาที่ใส่ ด้วยกระเป๋าที่ถือ มันง่ายเกินไปในการตัดสินคนนะ  นี่มันมุมมองผิวเผินมากๆ เราเห็นสิ่งที่พระเจ้าทรงสร้าง “มนุษย์” พระเจ้าสร้างมาอย่างสวยงาม และเติมคุณค่าให้มนุษย์ด้วยการให้ชีวิต นำไปสู่การที่เราไม่ตัดสินคนจากสิ่งของที่เขามี จากรูปร่างภายนอกที่อาจจะไม่ได้ป๊อปปูล่า รวมไปถึงการที่เราเองก็เห็นคุณค่าในตัวเองเช่นเดียวกัน คุณค่าที่พระเจ้ามอบให้ในการเป็นบุตรที่รัก…

 

 

สิ่งจำเป็นของคริสเตียนที่ทิ้งไม่ได้เลยคือ “ความเชื่อ”

 

สิ่งจำเป็นในชีวิตของคนทั่วๆ ไปอาจเป็นการไขว่คว้าหาการประสบความสำเร็จ มีบ้าน มีรถ มีหน้าที่การงานที่ดี มีครอบครัวที่ดี จะมีอะไรดีไปกว่านี้อีกหละ มีสิ!! แม้ไม่มีบ้านเป็นของตัวเอง ไม่มีรถยนต์ ไม่ได้มีหน้าที่การงานที่ดี ไม่ได้มีครอบครัวที่สมบูรณ์ แต่มีพระเจ้าที่เราเชื่อวางใจ นี่สิ!! สิ่งจำเป็น การมีพระเจ้าเป็นสิ่งจำเป็นในการมีชีวิตที่สุด!! เพราะพระเจ้าให้เรามีชีวิต เพื่อที่จะไว้วางใจในพระองค์ และยอมให้พระองค์นำทางในชีวิตของเรา การแสวงหาน้ำพระทัยของพระเจ้าคือสิ่งจำเป็นที่สุด เพราะต่อให้เรามีทุกอย่างในแบบที่สังคมจะยอมรับ

 

คอนโด

ภาพโดย Breather

 

“สุดท้ายข้าวของเป็นเพียงสิ่งชั่วคราว ต่อให้เราไม่มีอะไรเลย แต่มีพระเจ้า เราจะมีชีวิตที่มีคุณค่าที่สุด”

 

เพราะแต่ละวันผ่านไปได้ด้วยพระคุณของพระเจ้า และเราจะชื่นชมยินดีในวันเวลาของการมีชีวิตที่พระเจ้ามอบให้ เป็นชีวิตที่มีความหมายในทุกๆวินาที…

 

เรารู้สึกสบายตัวมากเวลาได้ทิ้งอะไรที่ไม่จำเป็นออกไป มันเหมือนว่าเราจะเป็นอิสระมากขึ้นยังไงก็ไม่รู้ ก็ไม่มีอะไรจะต้องผูกพันกับสิ่งของเหล่านั้นแล้ว รู้สึกดีชะมัดเลย!! พอไม่มีของแล้วนอกจากจะสบายตัวแล้วยังทำให้เรามีจุดโฟกัสที่ชัดเจนขึ้นในการติดตามพระเจ้า เพราะการตื่นขึ้นมาแล้วยังเห็นดวงอาทิตย์ นั่นเท่ากับว่าพระเจ้ายังให้โอกาสเรามีชีวิต มีลมหายใจ แล้วเรามีลมหายใจไว้ก็เพื่อทำตามน้ำพระทัยของพระเจ้าเท่านั้น นี่แหละสิ่งจำเป็น!!…

 

เพราะว่าทรัพย์สมบัติของท่านอยู่ที่ไหน
ใจของท่านก็อยู่ที่นั่นด้วย
” (มัทธิว 6: 21)

 

 

ด้วยรักและไม่ทิ้งกัน
Momokung

 


พบกับคอลัมน์ย่อยของ #Featured
“Book Talk อ่านมาเล่า” กับการหยิบจับหนังสือดีต่อใจมาเล่าใหม่ในมุมมองคริสเตียนได้ทุกเดือน ชาวชูใจที่มีหนังสือดีๆ อยากแนะนำกันก็สามารถ Inbox เข้ามาได้ด้วยนะ ^^


Previous Next

  • Author:
  • โปรดิวเซอร์สาวฟรีแลนซ์ มุ่งมั่นในการสร้างภาพยนตร์อิสระ รับแต่งหน้าเจ้าสาว หลงรักหม่าล่าและหนังสั้นพอๆ กัน ส่วนพระเจ้านั้นรักที่สุดอยู่แล้วล่ะ!
  • Illustrator:
  • Jostar
  • พี่ชายผู้อบอุ่นละมุนละไม เวลาใส่หมวกกันน๊อคแล้วนั่ลล๊าคดั่ง Pororo อดีตมาสเซอร์วิชาสอนศิลปะ ปัจจุบันถวายตัวรับใช้ที่โบสถ์สไตล์ลอฟๆ ชอบขีดๆ เขียนๆ วาดๆ
  • Editor:
  • นายคนนั้น
  • Blogger ผู้มากความสามารถในงานเขียน เป็นคริสเตียนที่เรียนสังคมวิทยา ฯ มาอย่างโชกโชน สเตตัสปัจจุบันเป็นนักเขียนอิสระ และ รับใช้พระเจ้าไปด้วย :)