EP. 57

บุพเพสันนิวาสกับการล่าทาสทางความเชื่อ


บทความนี้ใช้เวลาอ่านประมาณ 7 นาที
ผู้เขียน : ลุงหมีรีวิว


 

ช่วงเวลานี้เป็นเรื่องยากเหลือเกินหากจะนัดใครซักคนไปทานข้าวเย็นในช่วงระหว่างกลางสัปดาห์ เพราะแทบทุกคนจะตอบว่า “มีนัดหน้าจอกับออเจ้า” กระแสละครเรื่องบุพเพสันนิวาสนั้นร้อนแรงยิ่งนัก จนเรียกได้ว่าเป็นการปลุกกระแสละครไทยให้ลุกขึ้นมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง ขนาดศิษยาภิบาลโบสถ์ลุงหมียังเปิดคอมฯ เพื่อดูรีรันหลังจากไม่ได้ดูละครเลยสักเรื่องมาเป็นเวลาเกือบสามปี คงไม่ต้องมีคำอธิบายมากมายเกี่ยวกับเรื่องราวของละครเรื่องนี้ “ว่าเจ๋งสุดๆ ขนาดไหน” แต่สิ่งหนึ่งที่ลุงหมีอยากจะมาพูดคุยกันวันนี้คือ การที่ละครเรื่องนี้มีการหยิบยกประเด็นของการเผยแพร่ศาสนาคริสต์ในสมัยยุคของพระนารายณ์มหาราชนั้นเอง

 

 จากละครตอนที่ 11 : ทูตหลวงฝรั่งเศสถวายพระคัมภีร์สีทองแก่ขุนหลวงนารายณ์
ตามความปรารถนาของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 แห่งฝรั่งเศสที่ประสงค์ให้
พระมหากษัตริย์ไทยทรงเปลี่ยนมานับถือคริสต์

 

 

 

สิ่งที่บรรดาข้าราชการในละครกังวล

 

ชาวชูใจคงเคยได้ยินกันมาบ้างว่าประเทศเจ้าอาณานิคมนั้น มักจะเข้ายึดประเทศต่างๆ เพื่อหวังในทรัพยากรณ์อันรุ่งเรืองของแผ่นดินเหล่านั้น แต่โดยมากแล้วการจะเข้ายึดดินแดนได้ จำเป็นต้องมีเหตุผลหนุนหลังด้วย และหนึ่งในเหตุผลหลักก็คือ พวกเขาเป็นคนป่าเถื่อนไม่มีอารยธรรม ถ้าดินแดนไหนเข้าข่ายบ้านป่าเมืองเถื่อน ก็ยกกองทัพไปยึดได้เลย สำหรับประเทศที่เจริญแล้วเป้าหมายของบรรดาเจ้าอาณานิคมก็คือการเจริญสัมพันธ์ไมตรีเพื่อผลประโยชน์ด้านการค้า เมื่อไม่สามารถครอบงำทางการทหารได้ การครอบงำทางศาสนาก็เป็นเครื่องมือที่ได้ผลดีอย่างยิ่ง

 

 

เพราะอยุธยานั้นรุ่งเรืองเกินจะเป็นอาณานิคม แต่ก็อาจตกเป็นเมืองขึ้นทางศาสนาได้

 

สิ่งที่พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ประสงค์ก็คือ การให้ขุนหลวงนารายณ์ทรงเปลี่ยนศาสนา การที่ราชทูตถวาย พระคัมภีร์ไบเบิ้ลสีทอง ให้เป็นของกำนัลนั้นแสดงถึงความประสงค์นั้นได้เป็นอย่างดี  ไม่ว่าจะเป็นประเทศไหนก็ตาม อำนาจของพระมหากษัตริย์เกี่ยวข้องกับสถาบันศาสนา การเปลี่ยนศาสนาของกษัตริย์จึงเป็นเรื่องใหญ่ เพราะจำส่งผลต่อตำแหน่งของบรรดาราชการอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ หากข้าราชการมีศาสนาที่ต่างกับผู้นำก็จะยิ่งทำให้การอยู่ในตำแหน่งอำนาจมีอุปสรรค

 

นั่นเป็นเหตุผลที่ ขุนหลวงนารายณ์ตรัสกับ ฟอลค่อน เมื่อ EP. 11 ว่า “เองเป็นคริสต์เชื่อในพระผู้เป็นเจ้าถ้าเองเปลี่ยนศาสนาแล้วละก็ข้าจะถือว่าเองเป็นคนคบไม่ได้” (ประโยคในละคร) การเปลี่ยนศาสนาเพื่อให้เป็นที่ยอมรับนั้น ถือเป็นการทรยศต่อตัวเอง และคนที่กลับไปกลับมานั้นเป็นคนใช้การไม่ได้

 

 

ในยุคนั้นการค้านำหน้าศาสนา

 

 

“บาทหลวงมากับเรือสินค้า เพื่อช่วยให้ลูกเรือได้ขึ้นสวรรค์
เผื่อพวกเขาตายระหว่างทาง”

 

 

ขบวนพระราชสาสน์ (คณะฑูต) จากฝรั่งเศสนำโดยหัวหน้าบาทหลวง และราชทูตจากกรุงปารีส

 

ก่อนอื่นเราต้องเข้าใจที่มาที่ไปของการเผยแพร่ศาสนาคริสต์ในยุคสมัยดังกล่าวเสียก่อน เราต้องยอมรับว่าการประกาศศาสนานั้นมาควบคู่กับการค้าหรือหากจะพูดตรง ๆ การค้านำหน้าการประกาศ เพราะเหตุผลสำคัญในการบุกเบิกเส้นทางเดินเรือในยุคเริ่มแรกนั้นก็คือการค้าขาย ไม่ว่าจะเป็นการค้าขายอาหารโดยเฉพาะ เครื่องปรุง เครื่องเทศ ใบชา หรือเมล็ดกาแฟ หรือการค้าทาส ซึ่งนำไปสู่การล่าอาณานิคม โดยการออกเรือเดินทางจากทวีปยุโรปมายังทวีปเอเชียเพื่อทำการค้าขายนั้นใช้เวลาเป็นเดือน ๆ ซึ่งเหล่ากะลาสีนั้นต้องจากบ้านเกิดเมืองนอนมาเผชิญกับท้องทะเลอันแปรปรวน ความแตกต่างของสภาพอากาศและโรคภัยไข้เจ็บต่าง ๆ ทำให้กะลาสีบางส่วน (หรือส่วนใหญ่) เสียชีวิตระหว่างการล่องเรือ ในเวลานั้นเรือการค้าส่วนเป็นสัญชาติโปรตุเกสและฝรั่งเศสที่นับถือคริสต์ศาสนานิกายคาทอลิก ซึ่งพี่น้องชาวคาทอลิกเชื่อว่าคนธรรมดานั้นไม่สามารถที่จะสารภาพบาปกับพระเจ้าด้วยตนเองได้ ต้องมีบาทหลวงเป็นผู้รับคำสารภาพและประกาศอภัยโทษให้ ทำให้ชาวกะลาสีเรือเรียกร้องให้มีบาทหลวงลงเรือไปด้วย เพื่อความมั่นใจว่าต่อให้ตัวเองกำลังจะตายก็ไม่ต้องกลัวตกนรกเพราะได้สารภาพบาปแน่นอน

 

ด้วยเหตุนี้บาทหลวงคณะเยสุอิต (Jesuit) จึงได้รับมอบหมายให้ลงเรือพาณิชย์ไปยังประเทศต่าง ๆ พร้อมกับพ่อค้าทั้งหลาย (เรื่องราวของคณะเยสุอิตจะเก็บไว้เล่าในครั้งต่อไป)

 

ใจของกษัตริย์ ใจพ่อค้า และหัวใจของบาทหลวง

 

ผู้ปกครองประเทศย่อมมีความตั้งใจเพื่อแผ่นดินของตนไม่ว่าจะโดยการรบยึดหรือสัมพันธ์ไมตรี ส่วนพ่อค้าทั้งหลายมีเป้าหมายที่ผลกำไรเป็นที่ตั้ง ส่วนหัวใจหลักของคณะผู้เผยแพร่ศาสนาคริสต์นั้น คือ “ความรัก” และ “ต้องการให้ผู้คนได้รู้จักพระเจ้า” และต้องการทำเผื่อแผ่นดินของพระเจ้า

 

 

พอบาทหลวงเหล่านี้ได้เดินทางไปยังประเทศต่าง ๆ ก็ได้เห็นคนชาติอื่น ๆ เตี้ยบ้างดำบ้าง แก้ผ้าเดินโทงๆ บ้าง กินเนื้อดิบๆ หรือบูชายัญมนุษย์ด้วยกันเองบ้าง  เลยมีใจอยากจะประกาศเรื่องราวของพระเจ้ากับคนกลุ่มเหล่านี้ เพราะตาหลักข้อเชื่อของศาสนจักรคาทอลิกในสมัยนั้น เชื่ออย่างแน่วแน่ว่า ผู้ที่จะได้รับความรอดนั้นต้องได้สารภาพ ชำระบาป รับบัพติสมากับบาทหลวงเท่านั้น บาทหลวงทั้งหลายถือว่าเป็นหน้าที่ของตนที่จะประกาศและนำผู้คนที่พวกพบเจอให้พบกับความรอดจึงได้ทำการประกาศพระกิตติคุณ

พอได้ประกาศก็การมีรับเชื่อมากมาย  เหล่าบาทหลวงเลยรายงานกลับไปยังศาสนจักร ทำให้ศาสนจักรกลายเป็นสปอนเซอร์ใหญ่หรือผู้สนับสนุนอย่างเป็นทางการของเรือสินค้าต่าง ๆ ด้วยความเชื่อและความหวังว่าจะทำให้มีคนกลับใจเป็นคริสเตียนได้มาก ๆ โดยบาทหลวงคณะแรกที่เข้ามาอยุธยานั้นอาศัยเข้ามาพร้อมกับพ่อค้าชาวโปรตุเกสในปี ค.ศ. 1567 ก่อนที่พระนารายณ์จะขึ้นครองราชย์ในปี ค.ศ. 1656 แต่เริ่มมีการประกาศจริงจังในปี ค.ศ. 1662 เมื่อคณะเยสุอิตจากฝรั่งเศสเข้ามาตั้งสำนักงานและเปิดโรงเรียนสอนพระคัมภีร์ (สอนพระนักบวช) ในเวลาต่อมา (ต้องยอมรับว่าพี่น้องคาทอลิกใจถึงมาก เพราะกว่ามิชชั่นนารีชาวโปรแตสแตนท์จะเข้ามาไทยก็ปาไป ปี ค.ศ.1828 แล้ว)

 

 

เข้ารีต หรือ ขูดรีด กันแน่?

 

ย้อนกลับมาที่ละครกัน ลุงหมีเชื่อว่าฉากที่ราชทูตจากฝรั่งเศสเดินทางมาเข้าเฝ้าพระนารายณ์หรือความกังวลของแม่การะเกดว่าผู้ปกครองบ้านเมืองจะหันไปเข้ารีตฝรั่งนั้นคงสะกิดใจไทยทั้งที่เป็นคริสเตียนหรือไม่ได้เป็น ซึ่งอาจจะนำมาสู่การตั้งคำถามกันในวงสนทนา  ลุงหมีคิดว่าหากเพื่อน ๆ ในห้องเรียนหรือที่ทำงานของน้อง ๆ ตั้งคำถามว่า เหล่าตัวละครฝรั่งที่เข้ามานั้นจะมาประกาศศาสนาด้วยความรักจริง ๆ หรือจะมายึดประเทศคนอื่นโดยการอ้างพระนามของพระเจ้ากันแน่ ศาสนาคริสต์เป็นศาสนาของนักล่าอาณานิคมจริง ๆ หรือเปล่า ศาสนาเป็นแค่เครื่องมือในการยึดครองความคิดของประชาชนเท่านั้นหรือไม่ ทำไมคริสเตียนจึงต้องพยายามบีบบังคับหรือพยายามให้คนอื่นเข้ารีตของตนเองด้วย ทำไมคริสเตียนไม่สอนให้คนในท้องถิ่นรักหรือห่วงแหนวัฒนธรรมทางความเชื่อที่บรรพบุรุษของตนเองที่สืบทอดกันมาหลายร้อยปี

 

 

โดยเราในฐานะคริสตชนต้องเริ่มจากการตอบสนองที่ถ่อมสุภาพ โดยการยอมรับคือ “ใช่” เป็นความจริงที่ศาสนาคริสต์เข้ามาพร้อมกับการค้าขาย (ตอนมาก็นั่งเรือพาณิชย์มาจริง ๆ นี่นา) และด้วยความที่มีวิทยาการที่เจริญก้าวหน้ากว่า เหล่าผู้มาเยือนก็การหวังยึดครองทั้งบ้านเมือง ความคิด และความเชื่อด้วยการบีบบังคับ เป็นการล่าอาณานิคมทั้งในรูปแบบรัฐและความเชื่อ แม้ว่าบาทหลวงหรือมิชชันนารีที่เข้ามาในยุคสมัยนั้น ภายในใจจะรักพระเจ้าและอยากให้ทุกคนที่ได้พบเจอมีโอกาสกลับใจมารู้จักและรับความรอดที่มาจากพระเจ้า แต่ในภาพรวมการประกาศพระกิตติคุณในเวลานั้นก็มีลักษณะบีบบังคับหรือการยึดครองจริง ๆ  ซึ่งไม่ใช่ทางแห่งสันติของพระเจ้าเลย โดยเราสามารถอธิบายให้เพื่อน ๆ ฟังต่อว่า ในทางกลับกันคริสเตียนกลุ่มแรกของโลกเองก็ก่อกำเนิดจากสังคมชาวยิวที่ตกเป็นเมืองขึ้นหรือประเทศราชของนักล่าอาณานิคมชาวโรมัน หัวใจที่แท้จริงของความเป็นคริสตชนไม่ได้มุ่งไปสู่การครอบครองหรือบังคับให้ผู้อื่นเชื่อตามสิ่งที่ตนเองเชื่อ ในทางกลับกันพระเยซูคริสต์ถ่อมสุภาพ ทรงลาเข้ากรุงเยรูซาเล็ม (ไม่ใช่ด้วยรถม้า หรือ เรือรบ) รักษาหูของทหารที่เข้ามาจับกุมพระองค์ และสุดท้ายอภัยให้แก่ผู้คนที่ดูถูก ต่อว่า ทำร้ายและประหารพระองค์

 

โดยสรุปการเข้ามาเผยแพร่ศาสนาในยุคแม่การะเกดนั้นอาจจะแฝงไปด้วยการหวังผลประโยชน์ หรือซึ่งต้องยอมรับว่าไม่แปลกแม้กระทั่งในปัจจุบันการประกาศข่าวประเสริฐของคนบางคนก็อาจจะเจือปนด้วยวัตถุประสงค์บางอย่างที่อาจจะเข้ามาในรูปแบบของลัทธิเทียมเท็จมากมาย แต่คริสเตียนที่แท้จริง ควรที่จะประกาศเรื่องราวของพระเจ้าด้วยความรัก ความจริงใจ ยอมรับความคิดที่แตกต่างของผู้อื่นโดยไม่เสียจุดยืนทางความเชื่อของตนเองและอธิษฐานเผื่อพวกเขาเหล่านั้นอยู่เสมอ เพื่อที่พระเจ้าจะเมตตาเปิดหัวใจของเขาให้มองทะลุผ่านผู้ส่งสารนั้นและสามารถสัมผัสถึงความรักที่แท้จริงของพระองค์ได้

 

ชูใจ

“เพราะฉะนั้นก่อนสิ่งอื่นใดทั้งหมด ข้าพเจ้าขอร้องพวกท่านให้วิงวอน
อธิษฐาน ทูลขอ และขอบพระคุณเพื่อทุกคน” – 1 ทิโมธี 2:1

 

#ด้วยรักและชูใจ

ลุงหมี


Previous Next

  • Author:
  • ชายอบอุ่นที่มีหลากหลายมิติ มีทั้งมิติแห่งการเป็นผู้รับใช้ มิติของคุณครูภาษาอังกฤษ แถมด้วยมิติของการเป็นนักดูหนังตัวยง ชูใจจึงจีบมาเขียนรีวิวหนัง และบทความความรู้พระคัมภีร์ซะเลย
  • Illustrator:
  • Jostar
  • พี่ชายผู้อบอุ่นละมุนละไม เวลาใส่หมวกกันน๊อคแล้วนั่ลล๊าคดั่ง Pororo อดีตมาสเซอร์วิชาสอนศิลปะ ปัจจุบันถวายตัวรับใช้ที่โบสถ์สไตล์ลอฟๆ ชอบขีดๆ เขียนๆ วาดๆ
  • Editor:
  • Perapat T.
  • Blogger ผู้มากความสามารถในงานเขียน เป็นคริสเตียนที่เรียนสังคมวิทยา ฯ มาอย่างโชกโชน สเตตัสปัจจุบันเป็นนักเขียนอิสระ และ รับใช้พระเจ้าไปด้วย :)