ความหวังในการหวนคืน Hope

EP.5

ความหวังในการหวนคืน [ Faith Hope Love Diary EP.5]


เรื่องราวต่อไปนี้เป็นคำพยานเรื่องยาวที่ต่อมาจากตอนก่อนหน้าสามารถอ่านตอนที่ผ่านๆ มาได้ทาง >>>> https://www.choojaiproject.org/category/articles/life-series/faith-hope-love-diary/


 

รถโดยสารวิ่งออกจากโรงเรียนประจำทุกสิ้นเดือน ช่วงวันหยุด 3 วันที่ให้นักเรียนได้กลับบ้านเป็นเวลาช่วงสั้นๆ ที่มักจะผ่านไปอย่างรวดเร็วเสมอ

เมื่อรถจอดที่ปลายทาง… พ่อมารอรับผมอยู่

“ผอมลงหรือเปล่า ถ้าไม่สบายก็กินน้ำเยอะๆ”

 

นี่เป็นประโยคแรกที่พ่อชอบทักผมเมื่อเจอกันทุกสิ้นเดือน ก่อนจะพาซ้อนมอเตอร์ไซด์กลับบ้าน ทิ้งของเอาไว้แล้วออกไปทำกิจกรรมพ่อลูกนั่นก็คือดูหนัง

ทุกสิ้นเดือนพ่อจะพาผมไปดูหนังในโรง การดูหนังคือการใช้เวลาร่วมกันของเรา แม้เวลาดูจะไม่ได้คุยกัน แต่ก็ยังรับรู้ว่าอยู่ด้วยกัน อาจเป็นความสัมพันธ์ที่ดูประหลาด แต่ก็เหมือนเราเข้าใจตรงกันในความสัมพันธ์แบบนี้ แม้ผ่านไปหลายปี พ่อก็ยังชวนผมให้หาหนังมาดูด้วยกันอยู่ดี นี่อาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ผมชอบดูหนัง เพราะมันเป็นสื่ออย่างหนึ่งที่ทำให้ผมนึกถึงความสัมพันธ์ระหว่างผมกับพ่อเสมอ

หลังจากสองชั่วโมงของเสียงและภาพในห้องมืดๆ จบลง สิ่งที่ตกค้างอยู่คือความบันเทิงของลูกชายที่ชวนพ่อคุยไม่หยุดเกี่ยวกับเรื่องที่เพิ่งดูจบไป เมื่อเดินไปตามทางออก ผมมักจะชี้ไปที่ใบปิดหนังอีกเรื่องแล้วบอกว่าเรื่องนี้ก็น่าสนุก

พ่อยิ้ม มองหน้าลูกชาย

แล้วก็ทำสิ่งที่ผมไม่เคยคิด

วันนั้นผมได้ดูหนังสองเรื่องติดกัน เป็นความทรงจำสุดพิเศษสำหรับผม เพราะไม่เคยได้ดูหนังต่อกันแบบนั้นมาก่อน และเป็นเพียงครั้งเดียวที่เกิดขึ้น การกลับบ้านครั้งนั้นจึงยังอยู่ในความทรงจำเสมอ

 

/

วันกลับโรงเรียน พ่อไปส่งผมขึ้นรถ

“กินน้ำเยอะๆ นะ”

“ป๊าไม่ได้อยู่ด้วย”

“มีอะไรไม่สบายใจก็อธิษฐานนะ”

 

นอกจากประโยคให้ “กินน้ำเยอะๆ” สิ่งที่พ่อมักทิ้งท้ายไว้ก็คือ “อธิษฐาน”

___________________________

 

วันอังคาร

23 มกราคม 2018

 

เวลา 9.30 น. รถฉุกเฉินเอกชนสำหรับเคลื่อนย้ายพ่อที่ได้ติดต่อไว้ยืนยันความพร้อม ครอบครัวเราพร้อม แต่หมอมีเคสฉุกเฉินแทรกเข้ามาจึงขอเลื่อนเป็นบ่ายโมง ซึ่งทางครอบครัวเราก็ไม่ได้ติดใจอะไร ช่วยคนอื่นก่อนก็ดีกว่า เพราะในกรณีของเราก็ไม่เร่งด่วนเท่าไรนัก

ทว่า หวอดที่พ่ออยู่นั้นไม่ได้ปรับข้อมูลตามด้วย พยาบาลจึงถอดเอาเครื่องช่วยหายใจออกตั้งแต่ก่อนเก้าโมงเช้า เหลือเพียงสายออกซิเจนแปะไว้ที่จมูกกับสายวัดชีพจรและความดันเท่านั้น ตอนที่เราเข้าไปในห้อง อาการพ่อดูเลวร้าย ทั้งไอ ตัวสั่น และมีไข้สูง เราพยายามเช็ดตัวให้เท่าที่จะทำได้ บางทีพ่อก็ปวดเกร็งผ่านสีหน้าที่เจ็บปวด เหมือนต้องการจะตะโกนออกมา แต่ขยับไม่ได้

เครื่องวัดชีพจรมีเสียงสัญญาณดัง ตัวเลขที่แสดงอยู่บนจอเป็นสีแดง บอกอัตราการเต้นของหัวใจที่ 139 อยู่เป็นระยะ พ่อดูหอบเหนื่อยทั้งที่นอนเฉยๆ ฉับพลันตัวเลขวัดระดับความดันตก แล้วตัวเลขเมื่อครู่ก็ลดลงไปเต้นที่ 40 พ่อหายใจหอบเหนื่อยกว่าเดิม ซึ่งเป็นสัญญาณที่ไม่ดีเลย

 

“ไม่ใช่ตอนนี้ ไม่ใช่ที่นี้”

 

ผมปฏิเสธความคิดที่เคยรอให้มาถึง ผมอยากพาพ่อกลับบ้านก่อน แต่ลึกๆ ก็ไม่อยากเห็นพ่อต้องทนกับอาการในเวลานี้ พ่อกำลังทรมานอย่างมาก

ทั้งแม่และน้องสาวตาแดงก่ำจากสภาพที่เห็น เราเฝ้าคุณพ่อด้วยกันในขณะที่อาการแปรปรวนอยู่ราวๆ สองชั่วโมง จนหมอแอลมาถึงประมาณเที่ยงครึ่ง คุณหมอช่วยตระเตรียมของและการเคลื่อนย้าย ส่วนผมยังคงอธิษฐานในใจ ด้วยความหวังว่าจะสามารถพาพ่อกลับบ้านได้ทันก่อนที่เวลาจะหมดลง

รถฉุกเฉินเอกชนมารับพ่อขณะที่ผมต้องรอรับยา

ที่หน้าห้องยาเป็นเหมือนคนละเวลากับที่หวอด มีคนรอเกือบ 10 คนที่ห้องนั้น ผมวางใบเสร็จแล้วนั่งรอเหมือนกับคนอื่นก่อนหน้า ห้องนั้นเงียบมาก ทุกคนเงียบสนิทเหมือนกลัวว่าจะพลาดเสียงเรียกชื่อของตัวเอง ในห้องจึงมีเพียงเสียงประกาศของเจ้าหน้าที่เป็นระยะเท่านั้น และการรอก็มักทำให้เวลายาวนานกว่าปกติ ทุกอย่างเคลื่อนไป อย่างเชื่องช้าต่างกับใจผมที่ตอนนี้กังวลจนนั่งเฉยๆ ไม่ได้ ผมนึกถึงคนที่แซงคิวแล้วถูกประจานตามคลิปวีดีโอ ตอนนี้ผมเริ่มคิดว่าเขาเหล่านั้นอาจมีเหตุผลที่ต้อง “รีบ” จริงๆ

 

รับมือกับความล่าช้า

รับมือกับความล่าช้า

พ่อถึงบ้านประมาณบ่ายสองโมงกว่าๆ นอนอยู่บนเตียงที่ถูกเตรียมไว้ มีเพียงสายออกซิเจนเล็กๆ แปะที่จมูก แต่ยายังไปไม่ถึง

“พ่อต้องรีบใช้หรือเปล่า”

ผมกังวล ก่อนจะรีบตามกลับบ้านมาเป็นคนสุดท้าย

/

เที่ยงคืน, ที่บ้าน

แม่ และ น้องนอนหลับไปแล้ว ผมอาสาเฝ้าพ่อเพื่อหากมีสัญญาณที่บอกว่าเวลานั้นมาถึง ผมจะเป็นคนปลุกทุกคน

 

ในห้องนั้นจึงมีเพียงผมกับพ่อ

 

ผมพยายามคุยกับพ่อที่นอนนิ่งมาเป็นเวลาหนึ่งเดือน ตอนนี้ผมอยู่ข้างๆ พ่ออีกครั้ง แต่กลับไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไร ท่ามกลางความเงียบระหว่างเรา เสียงทำนองเพลงสากลเก่าๆ เริ่มปรากฏในหัวของผม เพลงสากลมีเนื้อภาษาอังกฤษที่ผมไม่ค่อยเข้าใจ ท่วงทำนองเพลงช้า สงบ ดังก้องอยู่ในบ้าน พ่อชอบเปิดเพลงแล้วนั่งสบายๆ บนเก้าอี้ไม้ ทอดสายตาผ่านหน้าต่างไปยังนอกบ้าน พ่อนั่งนิ่งบนเก้าอี้ที่ถูกล้อมด้วยเสียงดนตรีเบาๆ ราวกับฉากในภาพยนต์สักเรื่อง

ตอนนี้ พ่อยังคงอยู่ตรงนั้น ไม่มีเก้าอี้ มีเพียงเตียงที่พ่อนอนหลับอยู่ ล้อมรอบด้วยเสียงเพลงเดิมๆ อย่างวันนั้น ทำนองยังคงชัดเจนอยู่ในความทรงจำ มีเพียงเนื้อเพลงที่ผมพยายามร้องให้พ่อฟัง หวังให้พ่อได้ยินแล้วนึกถึงวันเก่าๆ ที่เคยอยู่ด้วยกัน

 

ผมไม่แน่ใจว่าตอนนี้ผมหวังอะไร

ระหว่างความหวังที่ให้พ่อหายเจ็บปวด หรือหวังให้ความรู้สึกที่เจ็บปวดของผมจบลง

ผมยังคงร้องเพลงที่พ่อชอบ เพลงที่พ่อเคยเปิดทิ้งไว้ ย่ิงร้อง ความทรงจำก็ยิ่งชัด จนหวังว่าพ่อจะไม่ได้ยินเสียงร้องที่เร่ิมไม่เป็นคำของผม…หวังว่าพ่อจะไม่ได้ยินผมร้องไห้

 

___________________________

วันพุธ

24 มกราคม 2018

 

เกิน 24 ชั่วโมง จากที่หมอประเมิน

หมอแอลแวะมาดูอาการและพบว่าพ่อติดเชื้อในปอด

มีสายออกซิเจนบนจมูกของพ่อ มีสายวัดสัญญาณชีพจรติดตามตัวเหมือนเดิม ผมยืนอยู่ข้างเตียง มองพ่อด้วยความรู้สึกแตกสลาย ในที่สุดพ่อก็กลับมานอนบนเตียงในโรงพยาบาลอีกครั้ง

อาจเป็นอย่างที่หมอแอลบอก การกลับบ้านทำให้พ่อพักผ่อนสบายและคุ้นเคย จนเหมือนกับว่าอาการที่เคยดูเลวร้ายลงของเช้าวันนั้นไม่เคยเกิดขึ้น พ่อยังไม่ได้จากเราไป วันสุดท้ายยังมาไม่ถึง แต่ตอนนี้พ่อติดเชื้อในปอดรุนแรง และการปล่อยให้เชื้อร้ายทำลายพ่อตอนนี้ก็ไม่ใช่ความต้องการของเรา เราจึงตัดสินใจตามคำแนะนำของหมอ พากลับโรงพยาบาลเพื่อรักษาอาการติดเชื้อเพื่อดูอาการภายใน 7 วัน

สถานการณ์ตอนนี้ยิ่งยากต่อการอธิบาย

แม่ร้องไห้ เมื่อพยาบาลซักถามเรื่องราวก่อนที่จะมาโรงพยาบาลในครั้งนี้

ผมเคยคิดว่าผมจัดการชีวิตตัวเองได้ ผมวางแผนชีวิตไว้ ไม่ได้เบียดเบียนใคร ไม่ได้ทำส่ิงที่ไม่ดี จึงหลงคิดไปเองว่าชีวิตจะดำเนินไปอย่างที่เราวางแผน แต่อันที่จริงแล้วชีวิตของเราไม่มีอะไรควบคุมได้เลย

 

ความหวังแท้

ชื่นชมยินดี

พร้อมและสามารถช่วยได้

 

 


ติดตาม Faith Hope Love Diary ในตอนหน้าได้ทางเว็บไซด์ชูใจโปรเจ็ค หรือทางเฟจเฟสบุ๊ค https://www.facebook.com/choojaiproject/

 


Previous Next

  • Author:
  • เนื้อแท้เป็นคนรักหนัง เบื้องหลังดีไซน์เก๋ๆ สวยๆ ของเว็บชูใจ คือฝีมือของเค้า นักออกแบบตัวยงผู้รักบอร์ดเกมเป็นชีวิตจิตใจ และอยากเห็นงานสร้างสรรค์คริสเตียนไทยพัฒนาก้าวไกลไม่แพ้ชาติไหนในโลก
  • Illustrator:
  • Rhoda Phu
  • กอง บก. น้องเล็กคนใหม่คนชูใจ แม้เรียนมาด้านออกแบบจิลเวอรี่แต่ก็ยังมีใจรักการออกแบบสิ่งทอ บางวันสอนเสริมศิลปะ บางวันก็ตามหาความฝัน
  • Editor:
  • Emma C.
  • เด็กสาวหน้านิ่งจากเมืองกรุง มุ่งหน้าใช้ชีวิตในเมืองเหนือ พระเจ้านำให้ได้มาทำงานกับชูใจ เธอผู้นี้มีความสามารถหลากหลาย ทั้งวาดภาพ เขียน เรียบเรียง และเอาขามาพาดคอระหว่างนั่งทำงาน เธออินกับการสะกดคำให้ถูกต้องตามราชบันฑิตฯ และมีรสนิยมวินเทจผิดจากความเป็นเจนวาย เป็นหนึ่งใน Avenger ทีมบก.ที่จะมาช่วยชูใจผู้อื่นกัน